แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

นาคปรก


โอ๊ย อุตส่าห์รอมาตั้งสามปี ทำได้แค่นี้เองหรอ เหอๆ เสียใจคร่าาาา ไม่เข้าใจว่าหนังต้องการสื่ออะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆเราว่าถ้าต้องการทำหนังมาตั้งใจจะสั่งสอนประชาชนเนี๋ยก็ทำไปเลยตรงๆก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องอ้อมค้อมหรือหักมุมเลยกันเลย หักมุมไปก็ยิ่งทำให้งงไปอีกว่าสรุปหนังต้องการสื่ออะไรกันแน่

ตัวเนื้อเรื่องไม่เหมือนไม่ในหนังตัวอย่างที่ได้ดูเท่าไร เหมือนทำหนังตัวอย่างเพื่อดึงดูดคนเข้าชมทั่วนั้น ดูเป็นการหลอกลวงประชาชนมากๆ ไม่ชอบเลยจิงๆ ถ้าตามหนังตัวอย่างก็จะเห็นว่า เป็นโจรที่เอาเงินที่ขโมยมาซ่อนไว้ที่พื้นโบสถ์ แล้วบังคับพระให้บวชให้เพื่อจะได้เนียนๆเข้าไปขุดหาเงินได้ โดยมีพระหลวงตาคอยช่วยสั่งสอน แต่พอไปดูหนังจิงๆแล้ว คนที่ชั่วกลับเป็นพระหลวงตามากกว่า เราว่านี่เป็นสาเหตุที่หนังถูกแบนในตอนแรก เรื่องไอ้ตอนสามคนหลักไปบวชมันยังไม่ชั่วเท่าที่หลวงตาทำเลย หลวงตาทั้งรับสัก จับเนื้อต้องตัวผู้หญิง พกเงิน ขโมยพระ ขโมยเงิน เลวจิงๆ แต่มารู้ทีหลังก็ไม่ได้ทำให้ประทับใจหนังเรื่องนี้มากขึ้นซักเท่าไร กลับทำให้รู้สึกแย่ลงไปอีก คนดูก็อุตส่าห์ไปดูอย่างเยอะ พอหนังจบเม่งเงียบงันกันทั้งโรง ไม่เข้าใจว่าได้ดูอะไรไป

อารมณที่ดูหนังเรื่องนี้ก็แทบจะไม่มีอารมณ์เลย หนังเอื่อยๆเรื่อยๆ เน้นความเถื่อนของคนเป็นหลัก มีแอบซึ้งอยุ่นิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้เป็นการบิ้วอารมณ์ให้ซึ้ง อย่างเช่นฉากฟังเทศน์ รู้สึกว่าหนังต้องการยัดเยียดอารมณ์เศร้าให้คนดูมากเกินไป คือ ก็มันทำให้คนมีอารมณ์ร่วมไม่ได้ คนดูฟังแล้วไม่ร้อง แม่ง แต่ในหนังอีป้าๆยายๆทั้งหลายร้องไห้กันแทบน้ำตาจะท่วมวัดกันอยู่ละ ก็เลย fail

สรุปเลยละกันว่า ไม่ต้องไปดูให้เสียตัง หนังไทยที่ดูได้มีแค่หนังของ GTH เท่านั้นแหละ ต่อไปนี้จะเลิกดูหนังไทยของค่ายอื่นอย่างเด็ดขาด สัญญา ฮ่าๆ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

บ้านฉันตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)



หนังไทย(โดย GTH)ทำได้ประทับใจอีกแล้ว ชอบมากๆเลยเรื่องนี้ การันตีก่อนเลยว่าไปดูไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะตั้งใจไปดูหนังตลก ก็จะได้ตลกกันทั้งเรื่อง หรือจะไปดูหนังครอบครัว รับรองว่าจะรู้สึกอบอุ่น อบอวนไปด้วยความรักความห่วงใยในครอบครัวอย่างแน่นอน

ปล เรื่องนี้หอบสังขารจากบ้านที่ลำปางมาดูก่อนขึ้นเครื่องไปเที่ยวทะเล(หลังจากที่โดนประกาศเลื่อนสอบ) แต่ดูแล้วไม่ผิดหวังที่อุตส่าห์หอบสังขารมาเชียงใหม่ตั้งแต่เที่ยง เพื่อจะมาขึ้จเครื่องตอนสามทุ่ม

เนื้อเรื่องคงไม่ต้องเล่าแล้วมั้ง เพราะว่าดูจากตัวอย่างหนังก็พอจะเดาเนื้อเรื่องได้หมดแล้ว เรื่องมันก็ดำเนินตามนั้นแหละไม่พลิกแพลงแต่อย่างใด แต่การดำเนินเรื่อง ฉากต่างๆ อารมณฺ์ของตัวละครเนี๋ยทำออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียว ทำให้ดูไปยิ้มไปอย่างมีความสุขตลอดเรื่อง

แต่ที่อยากเน้นๆมีสองเรื่อง คือ เรื่องนี้หนึ่ง เรื่องนี้เนี๋ยตลกโคตรๆ ขนาดเราเป็นคนเส้นลึกละนะ เพราะเอาพวกนักแสดงตลกมาแสดงด้วยเยอะ พวกนี้เนี๋ย รับส่งมุขกันโคตรเปะ ฮากันขี้แตกขี้แตน แต่ดาราคนอื่นที่ไม่ใช่ตลกอาจจะรับส่งมุขผิดจังหวะไปหน่อย ดูแล้วไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไร แต่ก็พอไปได้(บ้าง) อยากจะยกตัวอย่างมุขให้ฟังนะ แต่กลัวคนที่ยังไม่ได้ดูไปดูแล้วจะไม่ขำ โดยเฉพาะมุขพูดไม่ชัดตอนต้นเรื่องเนี๋ยขำกันกระจายทั้งโรง และยังมีมุขอ่านSMS ภาษาอังกิดเขียนเป็นไทยอีก (เช่น sawadee, rak mak  mak เป็นต้น) เรื่องจะฮาหรือแทบจะดำเนินไปไม่ได้เลยถ้าไม่มี จตุรงค์ ม๊กจ๊ก แสดงได้เก่งมากทั้งตอนตลกและตอนดราม่า ขอชื่นชมๆ

ส่วนอีกเรื่อง คือ ทำคติสอนใจและเป็นหนังครอบครัวที่ดีมาก ทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี น่ารักกันทั้งบ้าน โดบหนังต้องการสื่อเกี่ยวกับความรักของพ่อที่มีต่อลูกๆ ว่า พ่อรักแต่บางครั้งอาจไม่ได้แสดงออก หรือบางครั้งแสดงออกแต่ลูกไม่สามารถตีความและรับรู้ความรักที่พ่อมีให้ได้ เพราะลูกอาจจะยังเด็กเกินไป หรือมีความคิดแบบเด็กๆ ทำให้ไม่เข้าใจพ่อ แต่ถ้าเราลองนึกดูดีๆแล้ว ก็จะรู้ว่า พ่อได้แสดงความรักต่อเรามากมาย แต่เราเองกลับเป็นฝ่ายที่มองไม่เห็นมัน นอกจากจะสอนเรื่องนี้แล้ว ยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงผลของการที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กโตมามีอาชีพโน่นนี่นั่นได้อย่างดี ในเรื่องนี้ทำให้เห็นถึงความพยายามและความกดดันของเด็กคนนึงซึ่งต้องการทำตามที่พ่ออยากให้เป็นให้ได้ เพื่อหวังจะให้ได้รับความรักจากท่านบ้าง ถ้าสรุปเรื่องทั้งหมดแล้ว คือ ทุกปัญหาแก้ไขได้ ถ้าเราหันหน้ามาปรับความเข้าใจกัน มาคุยกันให้มากขึ้น เราก็จะได้รับรู้ความรู้สึกของคนในครอบครัวมากขึ้นด้วย คนดูเลยสนองความซึ้งและความตลกไปด้วยการหัวเราะทั้งน้ำตากันเลยทีเดียว

แต่!!!! เรื่องนี้ขอบอกว่าน่าจะทำให้เด็กที่เป็นนักแสดงแก่แดดขึ้นอย่างน้อยสามคน คนที่เป็นมากสุดคงเป็นคนน้องแซลม่อน น้องสาวสุดน่ารักและกวนตีนของพระเอกเรา น้องแสดงได้น่ารักและตอแหลได้ใจพี่ไปเลยค่ะคุณน้อง ส่วนพระเอกน้องล้อต๊อกก็แสดงได้ดีมากอีกคน น้องแสดงฉากอารมณ์ได้ดีมาก หน้าตาน่ารักด้วย อิอิ .... ส่วนคุณหมอพอลล่าเนี๋ย (ถ้าเป็นศิษย์ มช คงโดน อ.สุปรียา ด่าแน่ๆ เพราะไม่ได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเลย อ บอกว่า เสียดายเงินหลวง) เรื่องนี้ชักจะมีริ้วรอยตีนกา ถุงใต้ตาชักใหญ่ละนะคะ สงสัยจะเริ่มแก่ละมั้ง

ส่วนเราดูเรื่องนี้แล้วอยากเป็นหมอskinใจจะขาด ไม่ใช่เพราะงานสบายได้ตังเยอะหรอก แต่เพราะ ได้กดสิว หนองแตกกระจุยกระจาตะหาก ฮ่าๆๆ เห็นแล้วสะใจจิงจิ๊งงงงง

Alice In Wonderland




เหนื่อย..............จากการเดินทางกลับจากการไปเที่ยวมาปุ๊ป ก็เข้าโรงหนังดูเรื่องนี้ปั๊ป ดูไปดูมาก็รู้สึก เหนื่อยยยยยยยยย ..... ได้อีก โคตรจะไม่สนุก ไม่น่าไปดูให้เสียตังเลย ถ้าไม่ติดชื่อ ทิม เบอร์ตัน ก็คงไม่คิดจะไปดูหรอก จิงๆจะไปดูเรื่อง บ้านฉันตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้  รอบสองแล้วเชียว เพราะเรื่องนี้สนุกมาก แต่พอดีไปกันหลายคน คนส่วนใหญ่อยากดูเรื่องอลิซมากกว่าก็เลยตามน้ำไป เป็นไงล่ะ ได้เรื่องเลยเชียว ออกโรงมาเงียบกริบ กันทุกคน

เอาความรู้สึกตั้งแต่ตอนแรกเลยละกัน ไล่ดูโปสเตอร์หนังที่มีหน้าโรง มันจะติดเรท ของหนังไว้ด้วยใช่ป่ะ อลิซ ได้เรท "ท ทั่วไป" ส่วนเรื่อง บ้านฉัน ติดเรท "13+" ให้ตายเถอะ แค่ตะหงิดๆ มุขลามกมีซักสองประโยค กับ รูปภาพในหนังสือ สปช (สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ของเด็กประถม) นิดหน่อย เออ ช่างมันเถอะ แต่คิดๆแล้วก็ตะหงิดๆรอบสอง หนังของอีทิมเบอร์ตันเนี๋ยนะ ติดเรททั่วไป ตั้งแต่ดูหนังมันมาเนี๋ยไม่น่าได้ทั่วไปซักอัน ยกตัวอย่างเช่น Sweeny Todd เนี๋ย อันนี้คงจะโหดไปหน่อย เอาการ์ตูนที่มันกำกับก็ได้ เช่น Nine เรื่องนี้ก็เป็นการ์ตูนที่ดูแล้วหดหู่ใจโคตรๆ เป็นประเภทเด็กก็พอจะดูได้ ผู้ใหญ่ดูก็น่าจะดีกว่า อย่างอีเรื่องอลิซนี่ก็เหมือนกัน ได้เรททั่วไปได้ไงอะ ฉากที่มีหัวลอยเต็มบ่อน้ำแล้วให้อลิซโดนข้ามไปข้ามมาเนี๋ยนะ เด็กดูไม่หลอนตายเลยหรอ ละยังมีอีก เป็นฉากที่ต้องให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายโคตรเหง้าสักราศมาสั่งสอนและแนะนำกันเลยก็คือฉากที่ราชินีแดงคุยกับทหารคนสนิทว่า ไม่มีใครรักเลย ขนาด คิง(พ่อ) ยังไม่รัก แล้วก็แพนกล้องไปที่บ่อน้ำ มีหัวของพ่อสวมมงกุฏในบ่อ  เฮ่อออออออ ให้เรทนี้ได้ไงว้าาาาาาาา เห็นแล้วกลุ้มมมม

ส่วนเรื่องเนื้อหาเนี๋ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงใหญ่ ไม่มีสาระความรู้ หรือการจรรโลงใจใดๆเลย นอกจากคำปลอบใจตัวเองว่า "คนบ้าส่วนมาก(หรอ!) มากเป็นคนฉลาดที่ยิ่งใหญ่(หรอ!)" อ่านะ ดูแล้วรู้สึกเบื่อ เพราะเนื้อหาที่สามารถเดาได้ตั้งแต่มันเปิดปฏิทินทำนายแล้วแหละ นอกนั้นก็ดูลูกบ้า ลูกบ๊องของแต่ละคน ก็เท่านั้น! ส่วนที่ดีก็มีพวกบทบ้าของราชินีแดงพอทำให้หัวเราะแก้เบื่อได้บ้าง นอกนั้นก็คงเป็นเรื่องภาพที่สีสวยบาดใจและชวนปวดตาเหลือเกิน

เอาเป็นว่าไม่ประทับใจเรื่องนี้อย่างแรงก็ละกัน แต่ขอเสริมเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆหน่อยละกันเนาะ
ผู้กำกับเรื่องนี้ คือ  ทิม เบอร์ตัน
พระเอกคู่ขวัญของ ทิม เบอร์ตัน คือ จอนนี่ เด็ป (แสดงเรื่องที่ทิม กำกับเกือบ 90% ได้เลยมั้ง ยกตัวอย่างเช่น Pirate of Carri. , Sweeny Todd, The Crop Bride, Nine และอื่นๆอีกมากมาย)
หนังที่ ทิม กำกับ มักเอา เฮเลนน่า ซึ่งก็คือ "เมีย" มาแสดงด้วยเสมอ (ราชินีแดงนั่นเอง, หรือเบลาทริกในแฮร์รี่) ซึ่งจากสองข้อข้างบนทำให้ เฮเลนน่า กับ จอนนี่ เดป ปรากฎตัวแบบคู่กันในหนังของทิม เกือบทุกเรื่อง ถ้าไม่คู่กันก็มักจะมีคนใดคนหนึ่งเสมอ
นอกจากนี้ ยังมี อลัน ริกแมน อีกคนที่ชอบแสดงกับสองคนนี้แบบวนไปเวียนมาตลอดทุกเรื่อง ส่วนในเรื่องนี้ก็มาพากค์เสียงเป็น หนอนสีฟ้า อาจจะนึกหน้าไม่ คนที่แสดงเป็น สเนป ในแฮร์รี่ ไง นี่ก็แสดงแฮร์รี่ เหมือนกัน
เอาเป็นว่าไม่ว่าจะดูเรื่องไหนที่ทิม เป็นผู้กำกับ ทั้งหนัง ทั้งการ์ตูน ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนโผล่มาเสมอแหละน่าาาาา

ต่อมาเป็นเกร็ดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้อีกหน่อยละกัน อันนี้อ่านมาจากหนังสือ Star pic นะ เค้าบอกว่า อลิซ เนี๋ย จริงๆเป็นหนังสือ มีสองเล่มด้วยกัน ซึ่งแบ่งเป็นสองตอน คือ ตอนที่ตกลงไปครั้งแรก เจอราชินีโพแดงจอมตัดหัวคนเดียวนะจ๊ะ ไม่มีราชินิขาว ส่วนเล่มที่สองนั้นเป็นการฝันครั้งใหม่ ครั้งนี้เจอราชินีแดง(เฉยๆไม่มีจอมตัดหัว) กับราชินีขาว ซึ่งเป็นพี่น้องกัน แต่ที่สองเล่มนี้มารวมเป็นตอนเดียวกันได้นั้นเพราะครั้งแรกที่ดิสนี่เอามาทำเป็นการ์ตูนเค้าก็เลยมาเขียนมายำรวมกันเป็นตอนเดียวซะเลย หนังเรื่องนี้ก็จับเวอร์ชั่นการ์ตูนมาทำเป็นหนังซะงั้น ด้วยความบ้าๆบอของการ์ตูนเรื่องนี้ พอทำออกมาเลยไม่ค่อยได้รับความนิยมซักเท่าไร กวาดรายได้ไปไม่มาก ถึงขั้นแพ้หนังโป้ฝรั่งที่ทำออกมาตามหลังซะอีก (ฮ่าๆ อันนี้คงของตาย) แต่พอมาทำเป็นหนังฟอร์มยักษ์แล้วกลับกวาดรายได้มโหรานมหาสารเลยนะเนี๋ย ส่วนหนึงอาจจะเป็นเพราะชื่อเสียง(ที่กำลังจะเสีย)ของผู้กำกับ และรายชื่อนักแสดงแถวหน้าก็เป็นได้ อย่างน้อยก็เราคนนึงเนี๋ยแหละ หึๆ

 ปล ดูจากโปสเตอร์หนังแล้ว มันน่าจะตั้งชื่อหนังไปเลยว่า แมทแฮด(หรือจอนนี่ เดป) in wonderland ไปเลย อลิซ แทบจะไม่เด่น โนเนม มาก

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

The Book of Eli



เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งจะไปดูเท่าไร พอดีพี่รหัสพาไปเลี้ยง เค้าก็กะจะดูเรื่อง Percy Jackson ไม่ก็ Who r u? กัน ไอ้เราก็เจือกดูไปแล้ว เราก็อุตส่าห์บอกพี่แล้วนะว่า ดูซ้ำก็ได้นะ ไม่เป้นไรหรอก ดูหลายรอบได้ ก็ไม่ยอมดู มาเลือกดู book of Eli เพราะหนังมันออกบู้ๆเถื่อนๆ พี่รหัสเป็นผู้ชายเลยชอบดูอย่างนี้ พอเข้าโรงไป หนังรอบ 14.10 กว่าจะได้ดูหนังจริงๆก็ 15.00 ให้ตายเถอะ โฆษณานานเว่อร์ไปป่ะ แทบหลับรอ คร็อกๆ…..

เรื่องนี้ตอนไปดูยังไม่ได้ อ่านวิจารย์ไปซักอย่าง แต่ได้ดูตัวอย่างหนังมั่งแล้วว่ามันเกี่ยวกับการต่อสุ้เพื่อปกป้องหนังสือ เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนาอาไรพวกนั้น ดูมันเถื่อนๆ เลือดสาด เลยไม่ค่อยอยากไปดูเท่าไร ที่ไม่อยากไปดูเพราะไม่ชอบหนังบู้แอคชั่น ไม่ได้กลัวเลือดแต่อย่างใด เค้าพามาดูฟรี เอ้า ดูก็ดูวะ

เนื้อเรื่องในเรื่องนี้เกดขึ้นหลังจาก สงครามโลกครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา การทำสงครามทำให้ท้องฟ้าเปิด แดดส่องลงมาแฝดเผาสิ่งมีชีวิตทุกตัวบนโลก พวกที่สามารถรอดได้ คือพวกที่มีบุญ(หรอ!! ให้อยู่อดอยากอย่างนี้ ตายไปเลยดีกว่าไม๊) ตอนที่แดดสาดส่องมาพวกนี้เนี๋ยอยู่ใต้ดินหรือมีที่หลบแดดพอดีเลยรอดมาได้ หลังจากนั้นมาทุกอย่างก็แล้งแค้นอย่างหนัก ถึงขนาดว่าต้องกินเนื้อคนด้วยกันเอง ต้องแย่งชิงน้ำเพื่อกินกันตาย ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลงได้มีคนพวกนึงได้ทำการเผาทำลายคำภีย์ ไบเบิ้ล ทั้งหมดบนโลกนี้ เพราะในหนังบอกไว้ว่า สาเหตุการเกิดสงครามเกิดจากคำสอนในนั้น กลุ่มที่คิดงี้เลยเผาทำลายให้หมดสิ้น แต่ก็ยังโชคดีเหลือมาด้เล่มนึง เป็นไบเบิ้ลสำหรับคนตาบอด เป็นอักษรเบลอ่านะ แล้วนาย Eli เนี๋ยก็ดันรอดมาได้ ก็ใช้ชีวิตอดๆอยากๆแบบคนทั่วไป อยู่ดีๆก็ได้ยินเสียงพระเจ้าอยุ่ในหัวว่าให้เดินไปทางโน้นทางนี้แล้วจะเจอ หนังสือเล่มนี้ หลังจากเจอพระเจ้าก็สั่งอีกว่าให้เดินไปทางทิศตะวันตกเพื่อจะนำหนังสือเล่ม นี้ไปในที่ที่ปลอดภัย หลังจากเดินทางมาสามสิบปี พระเอกของเราก็ท่องคำภีได้ขึ้นใจทุกตัวอักษรเลยแหละ ดังนั้นในตอนที่มีคนจะมาเอาหนังสือ(ตัวร้ายของเราต้องการนำคำสอนไปเผยแพร่ เพื่อให้คนศรัทธา เพื่อจะได้ชักจูงจมูกให้ทำนู่นนี่นั่นได้ตามใจชอบ)เพื่อแลกกับชีวิตนางเอก โดยการทำตามคำสอนที่ว่า “คุณค่าของคนเราอยู่ที่ เราได้ทำคุณประโยชน์เพื่อคนอื่น” อืมมมมม ซึ่งใจมาก หลังจากเดินทางไปยังทิศตะวันตกได้สำเร็จ (ที่นั่นเป็นแหล่งรวมเทคโนโลยียุคก่อนสงครามเพื่อจะนำมาสร้างโลกใหม่ด้วย เจตนาที่ดี) อีไลก็ทำการพูดๆๆๆๆๆให้อีกคนจดบันทึก เพื่อจัดทำคำภีไบเบิ้ลให้เสร็จสิ้น เพื่อการเริ่มต้นใหม่ของมนุษย์โลก

ตอน ดูนี่รู้สึกเบื่อออออมากกกกก ดูไปเรื่อยๆไร้อรรถรสใดๆทั้งสิ้น แค่ไปดูให้มันจบก็แค่นั้น ดีนะที่ไม่หลับ ไอ้ฝรั่งข้างๆนี่หลับแถมกรนเสียงดังอีกตะหาก หนังทั้งเรื่องก็เป็นสีขาว เทา ดำ น้ำตาลๆ ทั้งเรื่อง เฮ้อออออออ พอดูจบก็กะว่าจะกลับมาท่องพระไตรปิฎกมั่ง กันเกิดสงคราม ฮ่าๆ แต่คิดๆไปแล้วท่องหนังสือเตรียมสอบ ศรว กันก่อนดีก่าเนาะ

ปล. ถ้าไม่ใช่คนที่ซึ้งในรสคำสอนเท่าไร ก็ไม่ต้องไปดูให้เสียเวลาดีกว่า เอาเวลาไปดูเรื่องอื่นจะรู้สึกดีกว่านี้ แล้วสำหรับคนที่ชอบหนังบู้เลือดสาด ก็เก็บตังไว้ดูเรื่องอื่นจะได้อารมณ์บู้ล้างผลานแบบไม่เสียอารมณ์กับคำสอนก็ จะดีกว่าเยอะนะ จะบอกให้

Who Are You? ใครในห้อง



 

ใครที่ดูตัวอย่างหนังแล้วกลัว คิดว่าเป็นหนังผีนะ ขอบอกว่า มันไม่ใช่หนังผี อย่าไปกลัวมันเลย เป็นแค่หนังกระตุ้นต่อมตกใจนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง เรื่องนี้อยากไปดูเพราะ อยากไปดูนก สินจัย แสดง บวกกับอยากดูหนังที่คนเขียนบทคนเดียวกับ body ศพ 19 กับ 13 เกมสยอง เพราะเคยดูสองเรื่องนี้แล้วแอบประทับใจในการหักมุมของเรื่อง ก็เลยมาดูเรื่องนี้

ถ้าใครจะไปดูเองก็ไม่ต้องอ่านก็ได้นะ เพราะว่าถ้าอ่านก็หมดกัน ไม่ต้องไปดูเอาอะไรแล้วล่ะ มันจะไม่ลุ้นลัไม่หักมุมอีกต่อไป เรื่องมีอยู่ว่า นก สินจัย เป็นแม่ที่รักลูกมาก แต่ค่อนข้างจะดุ จะเจ้าระเบียบอยู่ ลูกเลยไม่ค่อยชอบเท่าไร ต่างจากพ่อที่คอยตามใจลูกเสมอ และวันนึงนกเลือกที่จะเข้าชมรม Who r u ของคุณจีรัง ยั่งยืน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นพลังความศรัทธาที่มาจากภายใน ทำแล้วจะรู้สึกดี หายเครียด อาไรประมาณนั้น มีโชว์ของด้วยนะ ที่แต่ก่อนออกทีวีบ่อยๆอะ ที่ให้นั่งสมาธิแล้วส่งพลังมาให้คนคนนึง ที่ถือกระดาษกับดินสอไว้ โดยให้คนถือเชื่อว่ากระดาษคือ มีด ดินสอคือ หยวกกล้วยที่อ่อนนุ่ม แล้วก็เอากระดาษาตัดดินสอ ขาดดดดดชวบบบบบ เจ๋งเว่อร์ และมีอีกกรณีนึงคือ มีกระเทยฝรั่งนางนึง ผ่านการแปลงเพศเรียบร้อยละ หลังจากนั้นก็ไปเที่ยวกับครอบครัว เกิดอุบัติเหตุตายหมดยกครอบครัวยกเว้นเธอซึ่งรอดมาได้ หลังจากรอดมาก็สูญเสียความจำทั้งหมด นางพยาบาลคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงจิง จึงดูแลและบอกเธอว่าเธอเป็นผู้หญิงจิงๆ หลังจากอาการดีขึ้นเธอก็ออกมาให้ชีวิตอย่างผู้หญิงปกติ คือ มีประจำเดือน มีสามี และมีลูก!!! แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ตาย โดยแพทย์ได้ผ่าชันสูตรดู ปรากฏว่าเธอไม่มีมดลูก หลังจากเธอตายได้ไม่นานร่างของลูกทั้งสองก็สลายไปกลายเป็นฝุ่นผง … เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อความศรัทธาอันเรื่องกล้า เอาพลังมาจากจิตใต้สำนึก ถ้าเราเชื่อ เราก็สามารถทำทุกอย่างได้ ประมาณนี้ ….

เข้าเรื่องต่อ ครอบครัวนกก็อยู่มาได้มีความสุขดี จนกระทั่งวันนึงเธอจับได้ว่าสามีมีกิ๊ก เลยเกิดการทะเลาะกัน จะเอาปืนมายิง แย่งปืนกันไปแย่งปืนกันมา ปืนลั่นไปข้างบน ทะลุเผดานซึ่งเป็นไม้ไปเจาะหัวลูกชาย(ต้น สาเหตุที่ต้นไม่ยอมออกจากห้องเพราะติดเกม ขู่ว่าจะฆ่าตัวตายถ้าแม่เข้าไปยุ่ง แม่ก็รักลูกมากกลัวลูกฆ่าตัวตายจึงไม่กล้าเข้าไปอีก ได้แต่ทำตามใจลูกทุกอย่าง ตามสั่ง )ที่แอบดูพ่อแม่ทะเลาะกันผ่านรูไม้อย่างจัง พอลูกตาย สามีก็หนีไปอยู่กับเมียใหม่ นกจึงใช้พลังแห่งความรักลูกและความศรัทธา สร้างลูกขึ้นมา(คล้ายตัวอย่างกระเทยฝรั่งด้านบนอะ) เชื่อว่าลูกเธอยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย แค่เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหนเท่านั้น เรื่องของเรื่องก็เป็นงี้แหละ

ถ้า ถามว่าสนุกไม๊ ก็ไม่เท่าไรนะ แค่อยากไปดูเฉลยของเรื่องก็เท่านั้น แต่ก็ชักมุมได้ดีเหมือนกัน แต่มันเหลือเชื่อไปหน่อยแค่นั้นเอง ถ้าถามว่าน่ากลัวมากไม๊ ก็ไม่นะ body ศพ 19 ยังน่ากลัวกว่าอีก อันนี้แค่หลอนๆน่ะ ตกใจเป็นพักๆ ซึ่งส่วนมาจะตกใจหน้าแม่(นก สินจัย) มากกว่า ส่วนไอ้ตัวลูกมันน่ะ ทำออกมาได้เหมือนกอร์ลั่ม แห่ง lord of the ring มากๆ(สงสัยแม่มันมีความศรัทธาไม่พอ เลยได้ออกมาเป็นอย่างงั้น) เห็นแล้วขำมาก ความหน้ากลัวหายไปหมด แต่มันหลอนตรงเพลงมันเนี๋ยแหละ ขนหัวลุกเลยอะ ถ้าใครชอบหนังแนวหักมุมเรื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงละกันเนาะ

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

My Sister's Keeper



เรื่องนี้ใครไม่ได้ดูเสียชาติเกิดเลยล่ะ อยากให้ทุกๆคนได้ดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนในคณะแพทย์เนี๋ย แทบอยากเอาไปฉายให้ดูในคาบ MPD เลย ปล คนไหนอยากดูมาขอได้ แจกๆ ปล ผู้กำกับคนเดียวกับ The Notebook  ใครที่ชื่นชอบ ห้ามพลาดดด

ตามตัวอย่างหนังเนี๋ย เราจะพอเดาๆได้ว่าเนื้อเรื่องเป็นไง แต่จิงๆมันไม่ใช่เลย มันคือความรักล้วนๆ  ถ้าดูตามตัวอย่างเนื้อเรื่องมันจะเป็นงี้นะ คือว่า ครอบครัวนึงเนี๋ย มีลูกแล้วสองคน ลูกชาย ลูกสาว พออยู่มาวันนีงลูกสาวเกิดป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว Leukemia (Acute promyelocytic leukemia) ซึ่งถ้าอยู่ไปโดยได้รับยา หรือทำการรักษาใดๆแล้วก็ไม่น่ามีชีวิตได้เกินห้าขวบ เพราะจะต้องคอยหาคนบริจาค stem cell, bone marrow, อวัยวะอื่นๆที่มี HLA ตรงกัน ซึ่งหาได้ยากมากๆ ไม่สามารถรอได้ แพทย์(ตัวดีเลย)จึงแนะนำให้มีลูกอีกคน โดยคนนี้เนี๋ยแพทย์จะจัดการคัดเลือกให้มี HLA ตรงกับตัวพี่สาวเป๊ะๆเลย เพื่อให้เกิดมาเป็น "อะไหล่สำรอง" ให้ผู้พี่ ซึ่งตั้งแต่เธอเกิดมาก็ได้เข้ารับการการเป็นอะไหล่มาหลายครั้ง จนพอโตขึ้นหน่อย ซัก 12 ขวบเนี๋ยแหละมั้ง เธอก็เก็บเงินทั้งหมดที่มีไปจ้างทนายที่เก่งที่สุด เพื่อมาว่าความให้เธอได้เป็นอิสระทางการแพทย์จากพ่อแม่ เพื่อที่จะไม่ต้องบริจาคไตของเธอให้พี่สาวอีกต่อไป โดยทำการฟ้องแม่ของเธอเอง ซึ่งเป็นทนาย แม่(คาร์เมลอน ดิแอซ)ก็เป็นผู้ที่ตัดสินใจทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตลูกของเธอ ทำด้วยความรักและความเป็นแม่ล้วนๆ ทั้งสองจึงต้องต่อสู้กันในศาลเพื่อความต้องการของตน .... มาถึงตรงนี้ ถ้าดูแต่ตัวอย่างหนัง จะเข้าได้กับชื่อเรื่องภาษาไทยที่ว่า "ชีวิตหนู...ลิขิตเอง" โดยเราจะคิดว่า ชีวิตหนูเนี๋ย หมายถึงของน้องสาวคนที่เกิดมาเพื่อเป็นอะไหล่ ตอนแรกเราดูๆไปเราก็คิดอย่างนั้นแหละ แต่พอได้ดูจิงๆแล้วทำให้รู้ว่า ใครต้องการลิขิตชีวิตตัวเองกันแน่

การที่น้องสาวต้องออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิไม่บริจาคไตให้พี่สาวนั้น ในตอนแรก ข้ออ้างต่างๆนานา มันก็ฟังดูมีเหตุผลนะ แต่เป็นแบบ คิดเห็นแก่ตัว ดูๆไปเราอาจจะเกลียดตัวน้องสาวไปเเลยก็ได้ เพราะขนาดเธอเห็นพี่สาวกำลังจะตายเธอยังไม่บริจาคเลย ใจดำมากๆ แต่พอดูจนจบเนี๋ย ทั้งหมดเป็นความคิดของตัวพี่สาวเองที่ต้องการให้น้องไม่บริจาคไต เพื่อเธอจะได้ "ตาย" ไปซะที เพราะเธอเหนื่อยมามากแล้ว ส่วนตัวน้องเองเนี๋ยรีกพี่สาวมากต้องการบริจาคไตให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดขนาดไหน พี่สาวจึงขอให้น้องฟ้องศาลเพื่อจะให้มันดูสมเหตุสมผลว่าเธอไม่มีใครบริจาคไตให้ เธอจะได้ตายไปซะที ...  ส่วนตัวแม่ ก็ต้องการทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตลูกไว้ ไม่เคยฟังว่า ลูกสาวทั้งสองจะต้องเจ็บปวดกับการยืดชีวิตแต่ละครั้งขนาดไหน แต่ทุกอย่างที่เธอทำไป เธอทำไปเพราะความรักที่แม่มีต่อลูกทั้งนั้น เพราะความรักจึงไม่สามารถปล่อยวางได้ เลยดูเหมือนว่าเธอจะเห็นแก่ตัว รักตัวพี่สาว(เคท)มากกว่า และเห็นคนน้องเป็นแค่อะไหล่ของลูกอีกคน โดยเธอลืมคิดไปว่า แอนนา(ตัวน้องสาว) ก็เป็นลูกของเธอคนนึงเหมือนกัน

ถ้าดูจบแล้ว เราจะชอบชื่อหนังที่เป็นภาษาอังกฤษมาก เพราะมันตรงกับเนื้อเรื่องจิงๆของมัน คือ My sister's keeper  ซึ่งคำว่า keeper แปลว่า ผู้ดูแลรักษา ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของแอนนา ที่ต้องยื้อชีวิต และทำตามความต้องการของเคทในท้ายที่สุด ซึ่งแอนนาเต็มใจรับและทำมันได้เป็นอย่างดีที่สุด เธอยอมเป็นลูกที่อกตัญญูต่อแม่ ยอมดูเป็นน้องที่เลวในสายตาคนอื่น แต่เธอไม่เคยแคร์เพราะเธอต้องการทำเป็นสิ่งสุดท้าย ที่เธอจะทำให้พี่สาวเธอได้

จบตรง spoil ละ ต่อไปเป็นความชอบส่วนตัวแล้วกันเนาะ มันเป็นประโยคในหนัง ที่มันสะท้อนความจิงได้เป็นอย่างดี เช่น 

"ลูกส่วนใหญ่เกิดมาจากความผิดพลาดของพ่อแม่ที่รักสนุก มันเป็นความบังเอิญล้วนๆ  แต่กับคนที่มีลูกยากแล้วต้องการมีลูก กลับต้องหาวิธีสารพัดเพื่อที่จะให้ได้ลูก"
"การผืนธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ผิด มันจึงมีบทลงโทษตามมา" ในกรณนี้คือการยื้อชีวิตเคทด้วยการมีแอนนา ในทางการแพทย์เราก็รู้ๆกันอยู่ ว่าการยื้อชีวิตคนไข้ คนไข้มีชีวิตต่อก็จิง แต่อยู่ด้วย "ชีวิต ที่มีคุณภาพลดลงเรื่อยๆ" (นึกถึง อ มาโนช เลย การทำพินัยกรรมชีวิต และ การฆ่าตัวตายโดยให้แพทย์ช่วย) ละอีกอย่างคือเราอย่าไปทำอะไรที่มันผิดจริยธรรมทางการแพทย์เลย มันไม่ดี มันมีผลเสียตามมาไม่มากก็น้อย อย่างใดอย่างนึงแน่นอน ดูเรื่องนี้บทเรียนละกัน ถึงแม่มันเป็นหนังก็เถอะ

คนดูเรื่องนี้ไม่รู้จะฝืนกลั้นน้ำตาได้นานขนาดไหนเชียว มันต้องแตกร้องไห้โฮๆซักฉากนึงแหละน่า เชื่อเหอะ   ส่วนเพื่อนๆคนไหนอยากดูก็เอาแฮนดี้ไดฟ์มานะจะเอาไปกอปให้ รับรองว่าไม่ผิดหวังจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief




เรื่องนี้เนี๋ย ก่อนไปดูตั้งความหวังไว้มากเหมือนกันนะว่ามันจะให้ความรู้สึกเหมือนแฮร์รี่ มันก็คล้ายๆอยู่ แต่มันไม่ถึง มันไม่ถึง!!! แต่มันก็เฮฮาไปอีกแบบนะ คิดดูละกันจับเอาเหล่าเทพมาอยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างกลมกลืนจิงๆ

ตอนแรกคิดว่าหนังเรื่องนี้ปรับจาก เพอร์ซีอุส ลูกของซุส(ในเรื่อง Clash of the Titan ที่กำลังจะเข้าฉาย)มาเป็นลูกของโปรเซดอน แต่เปล่าเลย เพอร์ซี่เนี๋ยคิดขึ้นมาใหม่เลยอะ

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เหล่าเทพบนโอลิมปัสเนี๋ย ชอบแอบมากุ๊กกิ๊กกับชาวโลก จนมีลูกด้วยกัน ด้วยความผูกพันธ์กับมนุษย์มากๆเข้าก็จะกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาเอาได้ ซึ่ง ซุส เทพสูงสุดแห่งโอลิมปัสไม่ชอบให้เหล่าพี่น้องเทพตัวเองต้องหายไป เลยออกกฏมาว่า มีลูกปุ๊ปให้หนีกลับรังปั๊ป ดังนั้นจึงมี ครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ อยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด คนนึงในนั้นก็คือ เพอร์ซี่ แจคสัน ลูกของโปเซดอน ซึ่งอยู่ดีๆก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวคนขโมยสายฟ้า อาวุธที่แรงที่สุดของซุส (และเหล่าเทพทั้งหลาย) พี่ซุสแกเลยเรียกโปรเซดอนมาด่าๆ หาว่าจะใช้ลูกมาขโมยอาวุธของตนไปเพื่อนจะมาเป็นใหญ่ในเขาโอลิมปัส (การแย่งฉิงความเป้นใหญ่ในโอลิมปัสมีมาหลายครั้งแล้ว) ถ้าภายใน 14 วัน ลูกแกไม่เอาอาวุธชั้นมาคืน เราเห็นดีกันแน่ อะไรประมาณนี้ เมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าเพอร์ซี่เป็นคนขโมย จากคนธรรมดาเลยไม่ธรรมดาเพราะมีแต่เหล่าเทพเหล่าปีศาทมาคอยตามแย่งสายฟ้าจากเพอร์ซี่ เพอร์ซี่เลยเอ๊ะ เป็นงง มันมาเอาอะไรกันแน่นะ แล้วมาเอาจากเราทำไมกัน ก็เลยได้รู้ความจิงว่าตัวเองน่ะ เป็นลูกเทพ ไม่ใช่เทพธรรมดาด้วยนะ เป็นลูกของ 1ใน3เทพผู้ยิ่งใหญ่ในโอลิมปัสซะด้วย (เทพในโอลิมปัสมีทั้งหมด 12 องค์ ทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน แต่สามองค์ที่มีอำนาจมากคือ ซุส โปรเซดอน และ เฮดีส)  เมื่อรู้ความจิงแล้ว และรู้ว่าตัวเองถูกกล่าวหาเลยต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้เป็นขโมยโดยการตามหาสายฟ้มาคืน แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจหลักของเพอร์ซี่หรอกนะ ภารกิจหลักของเพอร์ซี่ในการเดินทางครั้งนี้คือ ไปช่วยแม่ที่ถูกเฮดีสจับไปไว้ในนรกตะหากล่ะ แหม กตัญญูจิงๆ แต่หารู้ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้ถูกหลอกใช้โดยเพื่อนชื่อ ลุก ซึ่งเป้นคนขโมยสายฟ้ามานั่นเอง ตั้งใจจะส่งเพอร์ซี่ไปตายแท้ๆ แต่พระเอกอ่าเนาะ ยังไงก็รอดมาได้ ต้องเจอทั้ง เมดูซ่า (ตอนแรกชีเป็นคนสวยอ่าเนาะ แล้วแฟนของ อธีน่า (อธีน่าเป็นแม่ของนางเอกอะ) มาแอบกิ๊กกับเทอ อธีน่ารู้เข้าเลยจัดการสาบให้เทอมีหัวงู น่าเกลียดน่ากลัว เป็นไง เทพร้ายไม๊) ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแม่ค้าขายรูปปั้นหินไว้ตกแต่งสวน แหมๆ ไม่ต้องลงทุนเลยจิงๆ แค่มองตาแวปเดียวก็ได้ของมาตั้งขายละ นอกจาเมดูซ่าแล้วยังต้องต่อสู้กับไฮดร้า และยังต้องเข้าไปในนรก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรามากนัก นั่นคือ อยู่ใต้ป้าย Hollywood แค่นั้นเอง มุขในนรกนี่ฮามาก แบบว่าคิดได้เนาะ เฮดีสแต่งซะฮาร์ดคอร์เลยอะ เท่จิงๆ เฮดีสเนี๋ยเป็นหน้าตาไม่หล่อ ละอยากมีแฟนสวย เลยบังคับคนสวยให้มาเป็นเมียแล้วขังในนรกนั่นแหละ เมียแม่งก็เลยสวมเขาหลายสิบอันเลยอะ สมๆ สุดท้ายโดนเมียฟาดด้วยสายฟ้าเดี้ยงไปเลย ได้กิ๊กเด็กอีกตะหาก คุ้มจิงๆ แต่ฉากสุดท้ายนี่ไม่ไหวละ เพอร์ซี่แม่งเลว ทำกับพ่อเลี้ยงได้ลงคอ ทั้งที่เค้าอุตส่าห์ให้กลิ่นกายของตน มาบดบังกลิ่นเทพของเพอร์ซี่แท้ๆ ไม่งั้นป่านนี้พระเอกของเราคงตายไปตั้งแต่เด็กแล้วววว อกตัญญูจิงๆ ฮ่าๆ(เพราะเทพทั้งสามองค์จะคอยฆ่าลูกของแต่ละคน เพราะกลัวว่าจะรวมหัวกับลูกมาชิงบัลลัง อย่างเช่น เฮอร์คิวลิส ลูกซุส ที่เฮดีสพยายามเอาลงมาให้มันมาเป็นมนุษย์ปกติ กันโตมาจะเป็นใหญ่กว่าตัวเอง)

เรื่องนี้ไปดูให้เพลินๆก็ดีนะ อย่าไปคิดไรมาก เป็นเรื่องที่เอานิยายกรีกโรมันมาเสริมเติมแต่งในโลกความเป็นจริง ก็ดูตลกโปฮาไปอีกแบบ โดยส่วนตัวชอบอ่านเรื่องนิยายกรีกโรมันอยู่แล้วเลยอยากดูเรื่องนี้เป็นพิเศษ เค้าบอกว่าหรือไม่ต้องบอกก็ได้ เท่าที่ดูจากหนังพอจะรู้ได้ว่าถูกตัดบทพูดออกไปเยอะมาก เราว่าถ้าอ่านน่าจะสนุกกว่านี้เยอะเลย

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

P.S. I Love You


 

ปล. ผมรักคุณ เรื่องนี้ขอบอกร้องไห้ทั้งเรื่องเลย แบบว่าน้ำตาหยดเก่ายังไม่ทันแห้งเลย หยดใหม่มาอีกละ แต่เรื่องนี้มีตอนที่เราต้องหัวเราะทั้งน้ำตาด้วย ไม่ได้เศร้าทั้งเรื่องเหมือน The Letter เป็นรื่องเกี่ยวกับคู่รักคู่หนึ่งซึ่งรักกันมาก แต่ก็มีทะเลาะกันบ้างด้วยความที่นางเอกเป็นคนขี้ชวนทะเลาะด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ พระเอก(จาก 300)ก็ต้องตามง้อตลอดเวลา จนวันหนึ่งพระเอกของเราก็ตายจากไป เออลืมบอกว่าคู่นี้เค้ารักกันมาตั้ง 9 ปี ตั้งแต่สมัยนางเอกของเราออกจากบ้านมาเลย นางเอกชอบว่าพระเอกว่า ไม่รู้จักวางแผนอะไรเลย จะทำอะไรก็ทำ แต่ก่อนพระเอกของเราจะตายก็ได้ทำจม.ไว้เพื่อให้นางเอกด้วยวิธีต่างๆ เป็นเวลาจนครบ1ปี ทำเพื่อให้นางเอกคลายเหงา คลายทุกข์จากความคิดถึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้ากลับทำให้รู้สึกเป็นทุกข์จากการที่ตัดใจจากพระเอก ไม่ได้ซักที เนื้อหาในจม. ก็จะเป็นบอกว่าให้ทำโน่นทำนี่ ซึ่งทุกอย่างก็ทำให้นึกถึงวันเวลาเก่าๆของทั้งสองก็ยิ่งทำให้เจ็บปวด สุดท้ายนางเอกของเราจะลบพระเอกไปจากใจได้หรือไม่ จะมีชีวิตต่อไปอย่างไรต้องหามาดูเองแล้วล่ะจ้า

ก่อนดูเรื่องนี้เนี๋ย มีคนบอกมาว่ามันเหมือน The Letter ของไทยแหละมั้ง แต่ขอบอกเลยว่ามันแทบจะไม่เหมือนเลย แค่มีพล๊อตเรื่องประมาณว่า คนนึงตาย คนตายเขียนจดหมายไว้ก่อนตาย แล้ววานคนรู้จักมาส่งนางเอกทีหลัง ก็แค่นั้น แต่อารมณ์ที่ได้เนี๋ย คนละเรื่องเลย The Letter เนี๋ยให้อารมณ์รัก โรแมนติก เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่เพื่อให้กำลังใจนางเอกประมาณนั้น แต่เรื่อง PS เนี๋ย เป็นหนัง Romantic Comedy มากๆ เนื้อหาส่วนใหญ่ในจดหมายจะเป็นการเขียนมา สั่ง ในนางเอกทำนู่นนี่นั่นที่สนุกๆตื่นเต้น เพื่อให้คลายเศร้าและเริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครซักคน

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

Cinderella Man


 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของนักมวยคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่เสรษกิจของอเมริกาจะตกต่ำถึงขีดสุด เขาเคยเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงมาก ชกไม่เคยแพ้ใคร จนกระทั่งเขากระดูกข้อมือร้าวแต่ก็ยังผืนชกต่อจนกระดูกข้อมือแตก(มือขวานะ) จนในที่สุดก็ต้องออกจากวงการไป โดยถูกยึดใบการเป็นนักมวย เขาตกงาน บ้านที่เคยร่ำรวยหลังใหญ่ ก็ต้องย้ายมาอยู่ห้องแถวเล็กๆ โทรมๆพร้มเมียและลูกๆอีก 3 คน เขาพยายามหางานทำโดยเป้นคนยกของที่ท่าเรือ โดยใช้มือซ้ายที่ไม่ค่อยจะถนัด จนเมื่อโอกาสมาถึง เขาได้กลับไปชกมวยอีกครั้งโดยเป็นแค่คู่ชกวอมก่อนการแข่งขันจิง ซึ่งเขาก็ทำได้ดี โดยใช้มือซ้าย จากนั้นเขากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

นอกจากจะเป็นนักมวยแล้ว เขายังเป็นพ่อที่ดีมากๆๆๆๆๆของลูกๆ เขาไม่เคยคิดที่จะส่งลูกไปอยู่กับคนอื่นเพราะว่าตนเองไม่มีเงินจะเลี้ยงดู เพราะเขาให้สัญญากับลูกไว้ ยอมเสียสละไม่กินข้าวเพราะลูกสาวกินแล้วแต่ไม่อิ่ม เมียก็สุดแสนจะดีช่วยแก้ปัญหาและคอยอยู่เคียงข้างตลอด แม้ว่าจะลำบากยากจนขนาดไหนก็ตาม เขายอมเสียศักศรีของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตของครอบครัว

สรุปเลยละกันว่า เป็นหนังของคนสู้ชีวิตที่รักครอบครัวมากๆๆๆๆคนหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ผ่านความลำบากมาอย่างน่าภาคภูมิใจ แถมยังให้ข้อคิดดีๆสำหรับคนท่ท้อแท้ หมดกำลังใจอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

Love Actually


 

เป็นหนังรักที่น่ารักไปอีกแบบ โดยการว่างตัวละครทั้ง 8 ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างลงตัว ในช่วงก่อนวันคริสมาส ว่าด้วย "ความจริงแห่งรัก" นั้นย่อมมีหลายรูปแบบ ทั้ง เพื่อนรักเพื่อน, พ่อรักลูก, ความรักแบบเด็ก, การสูญเสียคนรักแบบตายจาก, การสูญเสียคนรักแบบเสียให้คนอื่น, การแอบรัก, และ การเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ ซึ่งทุกคนที่มีความรักต่างต้องแก้ปัญหา และรับมือเรื่องความรักได้ต่างๆกันไป บางคนยอมเจ็บ เพื่อให้คนที่ตนรักมีความสุข ทำออกมาได้น่ารัก น่าติดตาม คิดว่าดูแล้วไม่น่าผิดหวังคร่า

มาวิเคราะห์ตัวละครกันดีกว่า แล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้มีความเป็นตัวตนของคุณอยู่ในนั้นด้วย (เพราะหนังสร้างได้ครอบคลุมทุกความรู้สึกจิงๆ) ชื่อจากโปสเตอร์เลยนะคะ

* Hugh Grant แสดงเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกิด ซึ่งได้แอบหลงรักเลขาสาว(Martine McCutcheon)ของ ตนเอง แต่เนื่องด้วยความที่มีตำแหน่งสูง จึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลย เพราะกลัวจะเป็นข่าว จนกระทั่งเลขาของเขาเกือบถูกประธานาธิบดีของสหรัฐฉกตัวไป+ล่วงเกิน ฮิวจึงไม่ได้สามารถสานต่อความสัมพันธ์กับเทอต่อไปได้ พร้อมกับสั่งย้ายเทอให้พ้นจากตำแหน่งเลขาของเขา เพื่อทำให้ตัดใจจากเทอได้ แต่สุดท้ายด้วยใจที่โหยหา เข้าจึงไปตามเทอกลับมาจนได้

* Liam Neeson ชาย วัยกลางคนที่ต้องสูญเสียภรรยาจากการ "ตายจาก" เขาต้องเลี้ยงลูกชายที่ติดมาจากแม่ของเขาโดยลำพัง ตอนแรกนั้นเขาไม่สามรถทำใจได้เลย แต่เขาก็ต้องทำใจให้ได้ เพราะความเป็นห่วงลูกชายวัย 11 ขวบ เขาคิดว่าการเสียแม่ จะทำให้ลูกมีปัญหา เพราะลูกชายเก็บตัวผิดปกติ พอสืบสาวราวเรื่องก็ได้ความมาว่าลูกชายวัย 11 ขวบ เนี๋ย กำลังมีความรัก เมื่อรู้ดังนั้น เขาจึงทุ่มความรักทั้งหมดให้ลูกชายเพียงคนเดียว ให้ความดูแลเอาใจใส่ และเป็นเพื่อนคู่คิดให้ลูกอย่างที่สุด ให้ข้อคิดว่า เมื่อเราสูญเสียคนที่เรารักไป เราควรจะนึกถึงคนที่เราควรอยู่เพื่อเขาบ้าง

* Colin Firth ชาย หนุ่มวัยกลางคนอีกคนหนึ่งซึ่งรักเมียสาวของตนเองเป้นที่สุด แต่เขาต้องเสียใจเมื่อรุ้ว่า เมียพี่มีชู้!!! เขาจึงตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของเขา กับอาชีพนักเขียน เมื่อกลับไปถึงได้ เพื่อนบ้านก็ได้จัดแจงหาแม่บ้านชาวต่างด้าวมาดูแล (เหมือน บ้านเราเลยต้องใช้แรงงานต่างด้าว) ถึงแม้จะเป็นเวลาไม่นาน ทั้งคู่ก็รู้สึกดีต่อกัน แม้จะพูดคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปสาวเจ้าเราก็ต้องกลับบ้าน(สัญญาหมด) โดยที่หยุดความสัมพันธ์ไว้แค่นั้น โดยในใจแล้วก็ยังคงรักเทอ จนพยายามที่จะไปเรียนภาษาเพิ่มเติม เพื่อจะได้คุยกับเทอได้มากขึ้น.........แต่แล้วพอถึงวันคริสมาส วันที่ทุกๆคนมีความสุขกับคู่รัก ใจของเขาก็โหยหาเช่นกัน เขาได้ละทิ้งการฉลองกับครอบครัว เพื่อไปตามหาเจ้าสาวของเขา หารู้ไม๊ว่าสาวต่างด้าวเราก็ไปเรียนภาษาเพิ่มมาเหมือนกัน ข้อคิด ความรักทำให้เรายอมทำสิ่งต่างๆแม่จะยากเย็นก็ตาม* Laura Liney พนักงานสาวสวยที่แอบหลงัเพื่อนร่วมงานตั้งแต่ 30 วินาทีแรกที่เข้ามาทำงาน จนเวลาผ่านไป 2 ปี เทอก็ยังแอบรักอยู่ โดยไม่ได้บอกความจิง แต่เขา(เพื่อนร่วมงานที่เทอแอบรัก)ก็รู้ เทอมีข้อเสียที่เทอต้องรับโทรสับตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม ซึ่งคนที่โทรมาก็คือ พี่ชายของเทอซึ่งป่วยเป็นโรคจิต เทอดูแลพี่ชายมาตลอดหลังจากที่พ่อแม่ของเทอตายจากไปเมื่อตอนเด็กๆ ทำให้เทอรักพี่ชายคนนี้มาก จนกระทั่งก่อนวันคริสมาสเทอและคนที่เทอแอบชอบ(และเขาก็ชอบเทอ)ได้อยู่ด้วย กัน 2 ต่อ 2 เกือบจะมีอะไรกันแล้วเชียว แต่โทรสับเจ้ากรรมก็ดันดังขึ้นมาถึง 2 รอบ (คน ดูอารมณ์ค้าง) ซึ่งเทอก็ได้บอกกับคนรักของเทอถึงเหตุผลที่เทอต้องรับ ชายคนนั้นกลับถามเทอว่า แคไม่รับสักครั้ง พี่เทอคงไม่อาการแย่ลงหรอก(รับไปก็ไม่ได้ดีขึ้น ว่างั้น) แต่เทอก็ตัดสินใจรับโทรสับ สิ่งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเทอและเขาจบลง เหลือแค่เพื่อนร่วมงาน เพราะเทอเลือกที่จะรักพี่ชายคนเดียวของเทอ ทั้งที่ป่วยด้วยความสมัครใจ

* Emma Thomson แสดงเป็นแม่บ้านซึ่งรักลูกๆและสามี(Alan Rickman) เท อรู้ระแคะระคายมาว่าสามีของเทอน่ะมีเลาขาสุดสวยคอยให้ท่าอยุ่ ซึ่งเทอก็ได้เตือนสามีไปแล้ว แต่ก็นะแบบว่าผู้ชายชอบของสดใหม่+อยู่กันมานานชักจะเบื่อ ในวันที่ไปซื้อของขวัญนั้น อลันพยายามซื้อสร้อยคอทองคำไปให้เลาขาสุดสวยเพื่อแลกทั้งตัวและหัวใจของเทอ ทั้งๆที่สิ่งที่ซื้อให้เมียตัวเองทุกปีๆคือผ้าพันคอ ในที่สุดอลันก็ไปแอบซื้อสร้อยคอมาสำเสร็จ แต่เก็บไม่ดีพอเมียเลยเห็นเข้า แต่ก็นึกว่าซื้อให้ตัวเองก็เลยดีใจว่าสามีจะเซอร์ไพร้ แต่ที่ไหนได้พอเอาเข้าจิงๆ เทอกลับเปิดออกมาเจอแผ่นซึดี(คล้ายๆ เพลง แฟนประสาอะไร ของน๊อตโตะ) แบบว่ากั๊ดอก พูดไม่อกบอกไม่ถูก จะด่าก็กระไรลูกอยู่ เลยหาข้ออ้างไปห้องนอน ไปแอบร้องไห้กับเพลงที่สามีที่ตัวเองรักซื้อให้ ด้วยความเข้มแข็งเทอบอกวามจิงกับสามีว่าเทอรู้ว่าสามีมีเมียน้อย แต่หลังจากนั้นเทอก็ทำเหมือนทุกอย่างปกติ เพื่อลูกๆของเทอเอง

* Keira Knightley หญิง สาวที่เข้าพิธีแต่งงานกับเพื่อนชายซึ่งมีเพื่อนสนิทอีกคนนึง เพื่อนสนิทคนนั้นได้มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ค่อยถ่ายวิดีโอตั้งแต่งานแต่งจนฮันนีมูนเสร็จ แต่วีดีโอนั้นเก็บไว้ดูเองนะ จนวันหนึ่งเคียร่าก็มาขอดูวีดีโอนั้น เพราะว่าของอันที่เทอมีคนถ่ายถ่ายออกมาไม่ดี เพื่อนชายก็ตอบปัดไปว่าทำหายบ้า หาไม่เจอบ้าง จนกระทั่งเคียร่ามาหาเองถึงบ้านเลย และก็หาเจออย่างง่ายดายและก็เอามาเปิดดู ภาพที่เห็นสาวมาเลยที่เดียว แต่ดูๆไปทั้งม้วนนั้นถ่ายแต่เทอคนเดียว! เป็นเพราะว่าเค้ารักเทอนั่นเอง แต่ไม่กล้าบอก จนถึงวินาทีนี้ก็ยังไม่บอกความในใจ เพราะว่าเป็นแฟนของเพื่อน พอถึงวันคริสมาส เขาได้บอกความในใจกับเทอโดยผ่านภาษาเขียนอย่างง่ายๆ แต่ก็บอกความในใจของเขาทั้งหมด และเขาก็จากไป เคียร่าวิ่งมาจูบ 1 ที ละก็กลับเข้าบ้านไป เขาพูดกับตัวเองว่า "Enough"(พอ แล้ว เพียงพอแล้ว) ให้ข้อคิดว่า เราอาจจะไม่ได้ความรักจากใครคนนั้น แต่การที่เราได้บอกความในใจของตัวเองไปหรือได้อาไรเป็นการตอบแทนเพียงเล็ก น้อย นั่นก็ "เพียงพอแล้ว"

* Bill Nighy อดีต ร๊อคเกอร์หนุ่มที่เสียอนาคตเพราะยาเสพติด ได้ร่วมทำอัลบัมใหม่กับโปรดิวเซอร์อ้วนตุ๊ตะที่คอยดูแลเขามาตลอด ซึ่งเพลงในอัลบัมใหม่นี้ก็จะเกี่ยวกับคริสมาส ซึ่งเอาเนื้อเพลงเก่าๆมาดัดแปลง ซึ่งในเรื่องนี้ขอบอกว่า เพลงฟังแล้วตลกมากกกกกกกกก เห่ยได้ใจจิงๆ คิดดูได้ฟังตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบเรื่องเลย ฟังจนร้องได้เลยอ่านะ แต่กวนตีนโคตรๆ ประมาณว่าไปออกรายการทีวีตอนท้ายบอกเด็กๆว่า "เด็กๆฟังลุงนะ อย่าเอาเงินไปซื้อยาเสพติดเด็ดขาด เพราะถ้าเป็นนักร้องดังแล้วจะได้มันมาอย่างฟรีๆ" คิดได้เนาะ ว่ากันต่อเมื่อลงแกไปออกรายการไหนๆก็จะคอยว่าคอยแขวะ โปรดิวเซอร์อ้วนๆอยุ่เสมอ แต่น้าตุ้ยเราก็ไม่เคยจากไปไหนแม้ว่าลุงร๊อกเกอร์ของเราจะว่าจะด่าอย่างไร จนกระทั่งวันคริสมาสได้มาถึงพร้อมการประกาศรางวัลเพลงที่ได้อันดบ 1 ในชาร์ตเพลง ซึ่งเพลงนั้นก็คือเพลงของลุงแกนั่นเอง(ชนะวงบลู ทำไปได้) พอประกาศปุ๊ปเอลตันจอนก็โทรมาชวนไปร่วมฉลองงานเลี้ยง ลุง แกก็ไปได้แปปเดียว แล้วก็กลับมาหาน้าอ้วนของเรา ลุงแกบอกว่าไม่มีใครรักแกจิงหรอก มีแต่น้าอ้วนคนเดียวที่ดูแลแกมาตลอดตั้งแต่ตกอับจนมาถึงวันนี้

* มิสเตอร์บีน คน นี้เป็นตัวประกอบชัดๆ แต่เอาขึ้นโปสเตอร์ไว้ขาย แสดงได้กวนตีนได้ใจ เหมือนเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยให้สถานการณ์ต่างๆเป็นไปด้วยดี เข้ามา 2 ฉากเท่านั้น เป้นคนขายสร้อยคอทองคำอ่านะ

อีกอย่างที่ทำให้ชอบเรื่องนี้คือ หนังมันจะบอกว่า เมื่อ เวลาเราทุกข์ คิดว่าความรักไม่มีแล้วในโลก ให้เรานึกถึงสนามบิน เพราะที่นั่นทุกคนจะโผ่เข้ากอดกันด้วยความรักความคิดถึงทั้งนั้น เป็นภาพที่น่าดูจิงๆค่ะ

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor




มัมมี่ มาแล้วจ้า มัมมี่แล้วไง! นั่นสิมัมมี่แล้วไง มันก็เหมือนเดิมทุกที คือ มีคนปลุกมันตื่น สร้างกองทัพ ยกทัพสู้กัน มัมมี่ตาย แค่นั้น จบ! เหอๆ สำหรับภาคนี้ มีฉากโรแมนติกแบบขำๆมากขึ้น จนบางฉากจะดูเหมือนเอามาเพื่ออออ เพื่อนๆบางคนคงรู้ว่านางเอกตัวแม่ภาคนี้เปลี่ยนเพราะว่าshe เป็นห่วงลูกน้อย เพราะต้องเดินทางมาถ่ายทำถึงจีน เอาเป็นว่ายกตำแหน่งคุณแม่ดีเด่นให้เลย แต่ก็นะหนังเลยดูจืดๆไปนิด อย่างเรานี่ก็ชอบนางเอกคนเก่ามากกว่า เพราดูทะมัดทะแมงดี คนนี้ดูเป็นคุณนายไปนิสสส


จับผิดนิสสนึงละกัน....... คันปากเหลือเกิน ภาคนี้ลูกชายของเจ๊ๆเราก็โตแล้ว พ่อแม่ไม่ยักกะแก่ สงสัยโบ๊ะครีมกันริ้วรอยเต็มที่ บ้านรวยไม่เป็นไรให้อภัยได้ ต่อมา เอฟเฟคดีทั้งเรื่องยอกเว้นตอนที่เจทลีจะแปลงร่างเป็นมังกร 3 หัวนี้ขอบอกอุบาดได้ใจเลยทีเดียว อันนี้รับไม่ได้ ต่อมาต่อมาเป็นเนื่อเรื่องที่ดูว่าตัวละครโง่ไปนิด ก็เข้าใจอ่านะว่าถ้าฉลาดเรื่องก็จะจบตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ว่าด้วยแม่ลูกคู่จีนซึ่งเป็นอำมตะของเรา คุณแม่สั่งให้คุณลูกไปเฝ้าสุสานเพื่อปักมีดลงบนอกของเจทลี ปรากฎว่าเมื่อเปิดสุสานได้คุณลูกกลับเอาไปปักศพขันทีที่อยุ่ในโลง ชัดๆอีกทีว่าศพ หาใช่หุ่นดินเผาที่คุณแม่เป็นคนลงมนต์ไว้เองแท้ๆ ทำไมคุณแม่ไม่บอกหนูด้วยล่ะคร้า อีกอย่างคุณลูกก็ได้เฝ้าสุสานมาเป็นเวลา 2000 ปี เป็นเรานะขุดเองไปนานละ ไม่รอให้ฝรั่งมาขุดให้หรอกเชอะ! อีกอย่างสุดท้ายจิงๆละ เจทลีตายได้ทุเรศมาก เพราะพระเอกของเราบอกว่าให้สู้ แบบแมนๆ ไม่ใช้พลัง ท่านฮ่องเต้เราก็เชื่อ สู้ไม่ถึง 3 นาทีก็ตายละ เป็นเรานะ รุมนะใช่ไม๊ ปล่อยพลังแมร่งเลย แค่นี้แหละจบ แต่ถามว่าสนุกไม๊ ก็ขอบอกว่าสนุกมาเลยทีเดียวถ้าไม่มานั่งจับผิดแบบเรา อิอิ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

The Other Boleyn Girl






เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันฉาวโฉ่แห่งราชวงษ์อังกิด แฟนประวัติศาสตร์อังกิด(อย่างเรา)คงไม่พลาดอย่างแน่นอน เรื่องนี้อีกเช่นเคย เข้าโรงโคตรช้า เราไปหาแผ่นแบบสมบูรณ์มาดูได้ก่อนอีกตามเคย(เรื่อ 21ด้วย) เรื่องนี้ค่อนข้างเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านครอบครัว Boleyn เนื่องจากเป็นตระกูลขุนนาง ต้องทำทุกอย่างเพื่อยกระดับครอบครัว ด้วยการส่งลูกสาวไปแต่งงานกับคิงเฮนรีที่ 8(มั้ง) ซึ่งถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์แล้วจะรู้ว่ามีเมียเยอะขนาดไหน ไม่ใช่เมียเก็บธรรมดาซะด้วย อาขึ้นเป็นราชนีได้ถึง 8 คน โดยถ้าจะเขี่ยทิ้งก็ใส่ความต่างๆแล้วก็นำไปประหาร และไม่ให้เอาไปฝั่งกับสุสานราชวงษ์ซะด้วย(พูดแล้วก็เจ็บใจแทน) ด้วยความที่คิงของเรานั้น อยากได้ลูกชายม๊ากมาก แต่ราชนีองค์แรกไม่สามารถมีให้ได้ซักที จึงต้องทรงมีเมียน้อยมาปั้มลูกชาย คนแรกเอาแมรี่(น้องสาว สกาเรต)ซึ่งแต่งงานแล้วด้วยนะ เอามาเป็นเมียละก็ตั้งท้องสมใจ ขณะเดียวกันกันแอน(คนพี่ นาตาลี) ซึ่งเคยโดนปัดความสัมพันธ์เนื่องจากเป็นคนค่อนข้างแข็งกระด้าง เนื่องจากความเสียใจจึงไปเรียนวิทยายุทธิจากฝรั่งเศสมา เทอกลับมาพร้อมแย่งชิงทุกอย่างไปจากน้องสาว

คิงของเราหลงแอนแบบหัวปักหัวปำ แบบชี้ควายเป็นแพนด้า ชี้ม้าเป็นเป็ดไปได้ จึงเกิดการปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตรอย่างใหญ่หลวง คือ เปลี่ยนนิกายศาสนาจากโรมัน เป็น โปแตสแต้น เพื่อที่จะหย่ากับเมียคนที่ 1 ได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสันตะปาปา เมื่อแมรีคลอดลูกซึ่งได้ลูกชายด้วยนะ คิงยังไม่สนใจเลย แอนจึงจัดการเนรเทศน้องสาวตัวเองออกนอกวังไปเลย แรงได้ใจจิงๆ ต่อมาแอนของเราก็ท้องบ้างหลังจากได้บัลลังราชนีมาครองและเป็นที่รังเกียดของ คนทั้งประเทศ (เพราะราชนีองค์ก่อนเป็นคนดีมาก แถมเป็นเชื้อสายกษัตริย์โดยตรง) คลอดออกมาได้ลูกสาว(ควีนอลิซซาเบตที่1 Queen of Virgin) ซึ่งเกือบทำให้เทอตกจากบัลลังเลยทีเดียว แต่ก็ยังพอครองไว้ได้ต่อ เนื่องจากตั้งครรภ์อีกครั้ง แต่ก็แท้ง แอนจึงคิดจะทำให้ท้องอีกครั้งโดยการมีอะไรๆกับน้องชายของตนเอง แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะทำไม่ได้ แต่ก็มีคนเห็นตอนเกือบจะทำนั่นแหละ เลยจัดการฟ้องคิงซะเลย(ผู้หญิงคนที่เห้นต่อมาได้ขึ้นเป็นควีนต้อจากแอน ละก็ตายแบบแอนเลย สมน้ำหน้า) คิงคิดจะเขี่ยทิ้งอยู่แล้วก็เลยจัดการประหารซะเลย (เค้าว่ากันว่าผีแอนเนี๋ยโคตรเฮี้ยนเลยล่ะ)

คิงของเรามีเมีย(ราชนี)ไป 8 คน โดยได้ลูกชายคนเดียวจากแมรี่ แต่เทอก็ไม่เคยเรียกร้องหรือทวงสิทธิในบรรลังของลูกชายเลย เทอกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมกับสามีของเทอพร้อมกับรับอลิซซาเบต(แอนตั้งชื่อลูก ตามชื่อแม่ของเทอ) พอสิ้นรัชกาลของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แมรี่ ลูกสาวคนแรกกับราชนีองค์แรกก็ขึ้นครองราชย์ (แต่ถ้าใครเคยอ่านประวัติศาสตร์จะรู้ว่าก่อนที่ควีนแมรี่จะขึ้นครองราชนั้น มีการดันให้หญิงสาวอีกคนขึ้นแทน ซึ่งก็มีสิทธิตามนั้น อายุแค่ 15 มั้งถ้าจำไม่ผิด เป็นควีนได้ 9 วันก็โดน แมรี่จับประหาร ตายเพราะพ่อแท้ๆเลย น่าสงสาร) หลังจากควีนแมรี่แล้ว คนที่ขึ้นครองราชย์ต่อ คือ ควีน อลิซซาเบต ที่ 1 นั่นเอง ไปติดตามเรื่อง Elizabeth ทั้ง 2 ภาคต่อได้เลยจ้า ....เรื่องนี้พูดยาวนิดนึงเนื่องจากพอมีความรู้เรื่งประวัติศาสตร์อยู่บ้าง ก็เลยสอดแทรกความรู้เยอะไปหน่อยจ้า

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

The Dark Knight


 

ภาคชื่นชม...... ถ้าจะไปดูความไฮเทค บู้ล้างผลาญ และความฉลาดของโจ๊กเกอร์ละก็ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ละอีกอย่างภาคนี้ผู้กำกับใช้ตัวละครได้อย่างเหมาะสม มีบทบาทเด่นชัด ถ้าเอาไปเทียบกับภาคโจ๊กเกอร์ของวอลเนอร์ ประมาณว่า ผู้กองกอดอนเป็นคนอ้วน ไม่มีบทบาท ส่วนผู้ว่าการก็มีหน้าที่ออกมา พูดอะไรนิดๆหน่อยๆ ไม่มีความสำคัญ แต่ภาคใหม่นี้ แต่ละคนนี้เท่ มาดแมน ฉลาด เจ๋งไปซะหมด ถือว่าดีทีเดียว ขอขยายเพิ่มเติมจากภาคเก่านะคะ เพื่อนจะเห็นได้ว่าภาคใหม่นี้โจ๊กเกอร์กะแบทแมนไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกัน แต่เดิมเนี๋ยจิงๆแล้ว โจ๊กเกอร์ต้องแก่กว่าแบทแมนซัก 15-20 ปี เพราะต้องเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของแบทแมน และหน้าเละๆของโจ๊กเกอร์เนี๋ยต้องมาจากอุบัติเหตุตอนต่อสุ้กะแบทแมนค่ะ

ภาคจับผิด.............. โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยชอบหนังแนวบู้ ล้างผลาญเท่าไร แต่ต้องไปดูเป็นเพื่อนอ่านะ หนังค่อนข้างยาวทีเดียว 3 ชม. ภาคนี้ทำออกมาโหดมากกกก คิดดูละกัน ว่าเด็กมาดูเยอะขนาดไหน สงสารเด็กเลย มีภาพหน้าเละเห็นกระดูก วิธีการฆ่าของโจ๊กเกอร์ก็สุดๆ ผู้ปกครองคงจะนึกว่าเหมือนแบทแมน ทั้ง 4 ภาคเดิม ของวอลเนอร์บราเทอร์ ที่ออกจะแฟนซีนิดๆ ไม่โหดร้ายทารุน ก็เข้าในอ่านะว่า วอลเนอร์สร้างออกมาไม่ถูกใจคนเขียนการ์ตูนซึ่งก็คือ ดีซีคอมมมิค(ข้อมูลจากพี่มิ้ง) ดีซีก็เลยจัดการเองเลย ก็ออกมาอย่างที่เห็น แรงเหลือเกิน และภาคนี้รู้สึกว่าโจ๊กเกอร์เด่นมากกกกกกกกกก ฉลาดเหลือเกิน แบทแมนดูโง่ไปเลย มีฉากที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ทำไมเวลาอยู่นชุดแบทแมนแล้วต้องทำเสียงใหญ่ๆ เข้มๆด้วยอะ ไม่เข้าใจเล๊ยยย ส่งสัยกลัวคนจำได้ ละก็มีฉากที่ไม่เนียนด้วยแหละ ก็รถมอร์ไซด์ของแบทแมนเนี๋ย เป็นรถที่ออกมาจากรถถังของhim คิดดูละกันว่าล้อรถมานจะใหญ่แค่ไหน ลองหาดูได้ตามเวปทั่วไป ล้อจะมีหน้าสัมผัสพื้นเยอะมาก แบบล้อรถบรรทุก แต่! แบทแมนกลับเลี้ยวโค้ง เอนลงคล้ายรถแข่งล้อใหญ่ๆกลมๆได้อย่างสวยงาม จับผิดเยอะไปเปล่า อิอิ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

Teeth





เรื่องนี้อ่านบทวิจารณ์มาเค้าบอกว่าเป้นหนังปลกแหวกแนวมั่กๆในเทศกาลหนังอาไรซัก อย่างเนี๋ยแหละ มีคนอยากดูมากขนาดขอเพิ่มรอบ และอัฟโหลดกันในเนตกันอย่างเยอะ ได้รางวัลด้วยนะ ทั้งนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมอะ เกือบจะไปดูแล้วเชียว เพราะเพิ่งเข้าโรง แต่รู้สึกดีมากที่ไม่ได้ไปดู ถ้าไปดูอาจเสียใจได้ แนะนำให้โหลดมาดูเอา แต่ไม่มีซัปไทยนะ

เรื่องนี้คิดได้ไงไม่รู้ เหมือนจะสร้างตามตำนานโบราณไรเงี๊ย ว่า "ช่องคลอดมีฟัน" คิดได้เนาะ แบบว่ามีไว้เพื่อป้องกันตัวเอง แบบถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอมแต่โดนสอดไล้ว มันก็จะงับขาดไปทันที เหอๆ เลือดสาดดดดดดดดด มีจิงก็ดีดิเนาะ ตอนแรกเจ๊แกก็เป็นทุกข์นะ แบบว่าไม่สามารถมีอาไรกะใครเค้าได้ ทั้งที่ตัวเองนั้นอยากจะตายอยู่ละ แต่พอมีจิงๆก็ได้เรื่อง ขาดฉั่วะ ตอนหลังเจ๊แกควบคุมได้ก็เลยเอาปรามพวกหื่นๆทั้งหลาย ชอบนักใช่ไม๊ แควบบบบบบบบ ขาด

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

Tropic Thunder

 

 

เรื่อง นี้กว่าจะไปดู ก็เกือบจะออกโรงไปแล้ววววว ทั้งโรงเหลือ 2 รอบ อนาทแท้ ถามว่าคุ้มไม๊ ก็อ่านะบอกแล้วว่าช่วงนี้ดูหนังไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร แต่ก็พอไปได้

จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงนักแสดงที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันอยุ่ ไปเป็นอีกคนที่แทบจะจำไม่ได้กัน เลยที่เดียว ทั้ง โรเบิร์ต ดาว จูเนีย (iron man) เป็นคนดำเงี๊ย เหมือนมากขอบอก ส่วนแจ๊ค แบล๊กก็ดูดีขึ้นนะ ดีขึ้นกว่าตอนที่แสดงเป็นคนอ้วนขี้ตดอะ ทรงผม แบบบบบ รับไม่ได้ ส่วนพระเอกของเรื่องเราก็กล้ามสวยมากๆขอบอก น่าจับเอามาเป็นอาจารย์ใหญ่ ฮิๆที่เซอไพร้ คือ ทอม ครูซ แสดงด้วยล่ะ เป็นเจ้านายอ้วนลงพุง หัวล้าน ตอนแรกดูไม่รู้หรอกอะ ดูไปดูมา จำฟัน 2 ซี่หน้าได้อะ ที่มันขี่กันหน่อยๆ เหอๆ ดูไปดูมาทอมครูซนี่หว่า (แอบชมตัวเองว่าตาถึง ขั้น movielism แล้วสิ) อีกอย่างที่อชบคือ ไอ้เด็กที่เขมรอะ น่ารักมากขอบอก กวนมากด้วยเช่นกัน ทั้งเด็กน้อย และหัวหน้ามัน

หนังเรื่องนี้ตีแผ่ความมีอีโก้สูงของนักแสดงในฮอลีวูดกันเลยที่เดียว ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ และนายทุน และที่ดูดีที่เดียวสำหรับหนังเรื่องนี้คือ การเป็นตัวของตัวเอง เมื่อรุ้ว่าตัวเองคือใคร ไม่ใช่เที่ยวไปสวมบทบาทของคนอื่นทั้งที่ ตัวเองยังไม่รู้จักตัวตนของตัวเองดีเลย เจ็บๆ จิงๆ

เค้าว่ากันว่าเรื่องนี้ก็ขำดีนะ แต่ช่วงนี้เป็นไรไม่รู้ รู้สึกเส้นลึกยังไงชอบกล ก็ขำบ้างเล็กน้อยนะ บางมุขแอบโหดด้วยอะ มุขโดนกับระเบิดหัวขาดเงี๊ย ตกใจหมด ขนาดเราเห็นอย่างงี้ทุกวันนะเนี๋ย

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

Bedtime Storie






เรื่องนี้ขอเกริ่นก่อนเลยว่า หาโปสเตอร์ มาแปะยากมากกกกกกก เลยได้มาอันแค่เนี๊ยอะ สุดความสามารถละคร่า และเรื่องนี้เป้นเรื่องที่เราดูทันทีที่สอบเสร็จเพื่อจะคลายเครียดอะหลังจาก นั้นก็ต่อด้วย Yes Man มาเริ่มกันเลย

พระเอกหนุ่ม(เหรอ)ของเรา นายอดัมแซนเลอร์ ลูกชายอดีตเจ้าของโรงแรมเล็กแห่งๆหนึ่งซึ่งเป้นโรงแรมที่ทำขึ้นจากความรัก ผู้ซึ่งรักนิทานก่อนนอนเป้นชีวิตจิตใจจากการปลูกฝังของพ่อเขา ที่จะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกคืน พระเอกของเราสนใจเรื่องการโรงแรมเป้นอย่างมากหวังจะได้บริหารธุรกิจต่อจาก พ่อเขา แต่แล้ววววววววโรงแรมของครอบครัวก็ไปไม่รอด จำต้องขายในเศรษฐีคนนึง (คนที่แสดงเป้นลุงเวอร์นอน ของแฮร์รี่อะ) แต่ลุงเวอร์นอนสันยาว่าถ้าหนุ่มน้อยพระเอกของเราโตขึ้นมามีความสนใจและมี ความสามารถในการบริหารโรงแรม เค้าก็จะคืนโรงแรมนั้นให้พระเอกของเราตามเดิม.................. โรงแรมใหม่และใหญ่กว่าเดิมมากๆๆๆถูกสร้างขึ้นแทนโรงแรมเดิม เวลาผ่านล่วงเลย ไปสัญญานั้นไม่ได้บิดพริ้วแต่ต่างจากที่คิดไว้หน่อยคือ พระเอกของเราเป็นแค่ช่างไฟของโรงแรมนั่นเอง ด้วยความที่ไม่มีความสามารถมากมายและยังชอบพูดอาไรต่างๆอ้างกับนิทาน ทำให้ไม่เป็นที่น่าสนใจของเจ้าของโรงแรมเอาซะเลย

จนกระทั่งวันหนึ่งพี่สาวของอดัม ก็ต้องตกงาน เพราะโรงเรียนที่เทอเป็นอาจารย์ใหญ่และเป้นที่เรียนของลูกๆเทอนั้นจะถูกปิด รื้อถอนเพื่อจะเปหลี่ยนสภาพเป็นโรงแรมแห่งใหม่ของลุงเวอร์นอน(ข้อนี้อดัมไม่ รู้มาก่อนเลย) เทอจึงต้องขอให้น้องชายของเทอมาช่วยดูแลลูกๆของเทอระหว่างที่ เทอต้องไปสัมพาดงานที่รัฐอื่น อดัมรับดูแลหลานๆช่วงกลางคืน ส่วนตอนกลางวันเพื่อนของพี่สาวจะมาช่วยดูแล ส่วนตอนกลางคืนก็ต้องไปเรียนภาคค่ำ นี่แหละนางเอกของเรา เทอชื่อ จิล...............พระเอกของเราก็มีหน้าที่เล่านิทานก่อนนอนให้เด็กๆฟัง เด็กๆก็แสบแสนเหลือเกิน มักจะต่อเติมเรื่องราวที่อดัมเล่า ซึ่งพอรุ่งเช้า เหตุการณ์นั้นก็จะเกิดขึ้นจริงตามที่เด็กๆบอกทุกประการ เน้นอีกที ตามที่เด็กๆเล่าเท่านั้น

พูดถึงโรงแรมต่อ พระเอกของเราก็ต้องมีคู่แข่งสิเนาะ คือ ว่าที่ผู้บริหารโรงแรมใหม่ ตอนแรกก็ไม่ได้มีปัญหาว่าจะมาเป็นคู่แข่งหรอก แต่เพราะว่าตีมที่เค้าคิดมาน่ะมันเก่า แล้วก็ไปลอกจากโรงแรมอื่นมา ลุงเวอร์นอนเลยให้อดัมแข่งคิดตีมใหม่กะเค้าด้วย............. เรื่องมันก็ดี ร้าย ร้ายดีมาเรื่อยๆ จนบางครั้งหน้าเบื่ออะ ขอข้ามตอนเลยละกัน สุดท้ายพระเอกชนะอะ แต่ไม่บริหารโรงแรมใหม่นะ เค้ามาเปิดโรงแรมเล็กๆของเค้าเองต่างหาก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข........

ตรงนี้ขอวิจารณ์บ้าง..........เรื่องนี้เรา คิดว่ามันดูเด็กๆไปนิดนึงอะ ผู้ใหญ่ดูอาจจะเบื่อๆอะ ถ้าถามว่าสนุกไม๊ ก็คงสนุกตามประสาเด็กๆอะนะ อีกเรื่องคือเพื่อนพระเอกดูออก จะปัญญาอ่อนไปนิดนึงอะ ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไรอะ หน้าออกโหดนิดๆ อีกคนก็คือนางเอกอะ ไม่ค่อยจะมีบทบาทเลยอ สู้นางรองมะได้อะ นางรองยังได้บทเยอะกว่าอีกอะ สวยก่าด้ว

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

Yes Man






เรื่อง นี้ดูเป็นเรื่องที่สองต่อจาก Bedtime Stories อะ สนุกกว่าเยอะเลยอะ เรื่องแรกสอนเด็ก เรื่องก็นี้สอนผู้ใหญ่อะ ให้ข้อคิดดีมั่กๆ สนุกด้วย

พระเอกของเราชื่ออาไรไม่รู้จำมะได้ละ ขอเรียกตามชื่อจิงพี่แกเลยละกัน จิม แครี่ หลังจากพลิกบทบาทไปแสดงหนังดราม่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขเรื่อง23 จากนั้นก็เหมือจะล่วงไปเลย ไม่รู้จะเปลี่ยนแนวทำไม กลับมาคราวนี้ดูแก๊แก่อะ หน้างี้ตีนกาเต็มเลยอะ อ้วนด้วย คริๆ กลับมาสไตล์เดิมซะที และก็ยังขำเหมือนเดิมจ้า

เริ่มเรื่องเลยละกัน ว่าด้วยจิมเนี๋ยเป็นคนที่เคยอกหักรักคุดมาก่อน เลยเสียความมั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองน่ะไม่ดีพอสำหรับคนอื่น เขาจึงใช้คำว่า "ไม่" กับทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างที่เข้ามาในชีวิตเค้า แต่ก็เก่งนะ บอกปฏิเสธไปแล้วยังต้องหาข้อแก้ตัวต่างๆนาๆมาให้คนอื่นเชื่อ แต่มันใช้ไม่ได้กับเพื่อนของเค้าเลย เพราะรู้แกวกันแล้ว หลังจากเค้าใช้ชีวิตอย่างนี้ซักพักหนึ่ง ชีวิตของเค้าก็มีแต่ล่วงกับล่วง ไม่มีอะไรดีขึ้น จนกระทั่งมีเพื่อนคนนึงชวนเค้าเข้าโครงการ Yes Man นั่นก็คือโครงการที่สอนให้ทุกคนsay Yes กับทุกๆสิ่งที่เข้ามาในชีวิต แต่เนื่องด้วยพระเอกของเราจะไม่ยอมทำตามในตอนแรก พี่ประธานโครงการเลยออกแนวโกด เลยขู่ๆไปว่า ถ้าไม่ทำตามจะเกิดเรื่องร้ายในชีวิตขึ้นจากการปฏิเสธโอกาสต่างๆ 1 ครั้ง

พี่แกก็เล่นทำตาม say Yes ตลอดทุกเรื่อง มี 2-3 เรื่องที่ไม่ทำ ก็ทำให้เกิดเรื่องร้ายต่างๆขึ้น พี่จิมแกเลยกัว ตอนหลังเลยยอมรับทุกสิ่งเลย โดยไม่ได้คิดซักนิดว่าดีหรือไม่ดี ทำเพียงแต่ว่าทำตามสัญญาเท่านั้น ตอนแรกก็เหมือนทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆๆ ได้ทั้งแฟนใหม่ ได้เพื่อนคืนมา ได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ตอนหลังมันกลับสร้างปัญหาให้แก่เค้าเอง เพราะนางเอกของเรามารู้ความจิงว่าเค้าตอบรับทุกสิ่งที่เทอขอ อย่างไม่จิงใจ แต่ทำไปเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับโครงการเค้าเริ่มสูญเสียทุกๆอย่างไป เพราะเค้าเริ่มจะปฏิเสธสิ่งต่างๆที่เข้ามา จนกระทั่งกลัวสิ่งต่างๆไม่กล้าปฏิเสธ จึงไปขอให้ประธานโครงการถอนคำสัญญานั้น แต่ประธานบอกว่า ไม่ได้มีสัญญาอะไรหรอก พูดไปงั้นแหละ กันเสียหน้า และยังบอกอีกว่าไม่ จำเป็นที่จะต้องตอบรับสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิตเสมอไป ขอแค่เราไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนที่จะยอมรับมัน โครงการนี้เป็นแค่แนวทางที่ทำให้คนที่ปฏิเสธโอกาสต่างๆในชีวิต พอจะมีความกล้าในการเปิดโอกาสยอมรับบ้าง หลังจากได้ฟังแล้วพี่จิมแกก็ดูฉลาดขึ้น ไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดที่ตัวเองได้ทำไว้ แล้วก็จบแฮปปี้เอนดิ้งงงงงงงง

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

Twilight




เรื่องนี้ไปดูมาตอนใกล้จะสอบเล๊ยยยยยย ไม่ดูไม่ได้อะ เดี๋ยวไม่มีสมาธิอ่านสือ อ่านวิจารณ์มาเค้าบอกว่าเป็นที่คลั่งใคร้ของสาวๆต่างประเทศเหลือเกินนนน มีศักศรีเทียบเท่าแฮร์รี่ พอตเตอร์เลยว่างั้น แต่เค้าบอกว่าเรื่องเป็นที่ชอบวงกว้างกว่า ได้ตั้งแต่สาววัยรุ่นไปจนแก่เลย

เรื่องนี้มันสร้างมาจากหนังสือ ที่ขายดีอ่านะ แต่เรามะเคยอ่านอะ ดูจบยังงงๆอยุ่เลย ทั้งเรื่องก็มีแต่ความรัก ความรัก และก็ความรัก มีมุขด้วยอะ แต่เป็นมุขฝรั่งอะ ดูก็พอยิ้มๆบ้าง ไม่ถึงกะหัวเราะกร๊าก แต่ไอ้คนทั้งโรงนี่ดิ มีแต่ฝรั่งหัวเราะ ลุ้น ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันเลยที่เดียว บางฉากยังงงว่ามันขำอาไรกันนักหนาวะ ไม่เห็นขำเลย เออ แต่มีตอนที่ชอบตอนนึงอะ ตอนที่ ไปบ้านพระเอกอะ มีคอเล็กชั่นหมวกปริญญาด้วยอะ แบบว่าต้องคอยสมัครเรียนเรื่อยๆ เนื่องจากไม่แก่ เหอๆ เป็นเรานะ ไม่เรียนดีก่า 55+ ดูไปดูมาเกือบจะหลับและอ้วกละ (เป็นไปได้เนาะหลับกับอ้วก) มีแต่บทรักชวนน่าหมั่นไส้ ตอนหลังเลยมีฉากบู้มาให้ดูกระจึ๋งนึง ซึ่งตามหนังสือแล้ว มันไม่มี ( ถ้าไม่มีมีหวังหลับไปละ) แต่ใส่เพื่อการสร้างเป็นหนังนิดหน่อย เพราะเรื่องนี้ผู้เขียนย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด ตามหนังสือเท่านั้น ก็เลยออกมาถูกใจคนที่อ่านมาแล้ว ไอ้คนที่ไม่ได้อ่านดิหนักใจ

นางเอกของเรื่องก็สวยดีอะ น่ารักแบบไม่แต่งหน้าจัด ส่วนพระเอกก็หล่อดี บางมุมนะ เห็นหน้าเต็มๆแล้วดูขี้ยาไงชอบกล ไม่ชอบปากบนมันอะ ดูเหมือนกรามยื่นๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นเขี้ยวปลอมใส่ไว้ที่เป็นแวมไพล์ แต่ที่ไหนได้ จิงๆแล้วคือกรามของพี่แกจิงๆนั่นแหละ ไปดูรูปอื่นเอาผมลงงี้ ขี้ยาชัดๆ ไม่หล่อเล๊ยยยย แต่ชอบอีกอย่างคือ พระเอกปากแดงมั่กๆ น่ารักดี

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

The Curious Case of Benjamin Button





ว้าวๆๆๆๆๆ มาแล้วกับเคท บลังเชต สุดสวย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราโหลดมาดูก่อนที่จะเข้าฉายที่บ้านเรา เพราะว่าไปอ่านเจอในหนังสือ+ในเวปมาด้วย นักวิจารย์ต่างรายงานกันว่าเรื่องนี้น่าจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์หลาย รางวัลด้วยกัน ซึ่งพอโหลดมาดูไม่ผิดหวังแต่อย่างใด ขนาดต้องดูซับอังกิดด้วยนะนั่น เนื้อหา+ภาษาเข้าใจง่ายเลยพอดูกับเค้ารู้เรื่องหน่อยจ้า พอดูจบนะก็ประทับใจมากเลย ต้องไปดูในโรงให้ได้

เรื่องนี้ที่น่าประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น เรื่องเทคนิคการแต่งหน้า ที่แต่งกันตั้งแต่แกหงัก จนเป็นหนุ่มน้อยหน้ามนสุดหล่อ อย่างแบรต พิต อันนั้นต้องขอชมมั่กๆว่าเนียนนนนน เหลือเกิน เพราะเคยอ่านวิจารย์เจอว่า นายแบรต พิตสุดหล่อของเราเนี๋ย เป็นดาราชายที่หน้าเป็นหลุมเป็นบ่อ เมกอัฟยากมั่กๆ กว่าจะเข้าฉากได้ต้องแต่งกันนาน 3 ชม. เลยล่ะ หุหุ แล้วดูในหนังดิ เนียนเรียบเหมือนผ่านการรีดมา ก็ไม่ปาน แล้วดูตัวจองเถอะ อ้วนก็อ้วนอะ แต่งไปแต่งมาเล่นไปเล่นมา หล่อซะงั้น ขอชมทีมเมคอัฟ จิงๆเลยจ้า ........ ส่วนนางเอกของเรา หน้าตอนสาวงี้แทบไม่ต้องแต่งอาไรกันเลยอะ น่างี้เรียบ สวย มาตั้งแต่เกิด ถึงจะเริ่มแก่แล้วก็ตาม แต่เราว่าฉากที่พี่แก่เริ่มแก่อะ ตอนที่เบนจามินปีนหลังคาอะ หน้าพี่แกดูเมคอัฟไม่เนียนเลยอะ ดูกึ่งๆยังไงมะรู้ แต่ถ้าเป็นตอนที่อยู่ รพ. ล่ะก็เนียนเชียวอะ เหมือนยายเราเลยอะ อิอิ

เนื่องจากได้โหลดมาดูเอง แล้วก็ดูหลายรอบแล้วก่อนที่จไปนั่งดูในโรง พอเข้าไปดูในโรงก็มีอาการเซงเล็กน้อย เพราะหนังยาวมากๆ 3 ชม. แน่ะ ก็เลยนั่งสังเกตอารมณ์ร่วมของผู้เข้าชมด้วยอะ ดูๆไปเค้าก็ออกจะเซงๆกัน เพราะดำเนินเรื่องได้ยืดยาดจิงๆ เล่าตั้งเกิดจนตาย ถึงช่วงกลางเรื่องจะดูน่าเบื่ออย่างไร แต่ตอนจบก็ทำให้ผู้ชมสะเทือนอารมณ์ และออกจากโรงได้อย่างประทับใจ และอีกอย่างถึงจะหน้าเบื่ออย่างไรก็ยังมีวิวัฒนาการความหล่อของพระเอกของเรา ให้ได้ฮือฮาอยู่เรื่อยๆ อิอิ หมายถึงคนอื่นนะ ไม่ใช่เราอะ เราชอบนางเอกอะ สวยใสได้อีก ถึงจะแก่แล้วก็ตาม

เออ แล้วอีกอย่างอะ ถ้าใครดูหนังเยอะๆอะ ถ้าสังเกตกันหน่อยจะเห็นว่าลูกสาวพี่แกอะ ตอนเป็นวัยรุ่นอะ หน้าเหมือนเด็กที่แสดงเรื่องHancock เลยอะ ที่ชื่อมิเชลที่มันชอบแกล้งลูกนางเอกอะ โคตรเหมือนอะ เหมือนจับมาใส่วิกเลยอะ

สุดท้ายเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลออสการ์ไปตามความคาดหมายในสาขา แต่งหน้ายอดเยี่ยม เย่ๆๆๆ แสดงความยินดีด้วยคร่า ก็สมควรได้อยู่หรอกอะ ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้เรื่องไหนจะได้เนี๋ยยย


วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

Notes on a Scandal



 

อะๆ แหะๆ กำลังบ้าเคท บลังเชต อยู่อ่าค่ะ เลยหาเรื่องที่sheแสดงมาดูเยอะหน่อยอะ

จากหัวเรื่องในโปสเตอร์หรือในหนังตัวอย่างบอกว่า "ความผิดพลาดของคนหนึ่ง คือ (การฉวย)โอกาสของอีกคน" ซึ่งก็คือการ เหมือนเรากำความลับของใครซักคนอยู่ คนที่กำควมลับย่อมมีอำนาจเหนือกว่าอยุ่แล้ว

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกเล่ามาจากนวนิยาย โดยที่ถูกเล่ามาในไดอะรี่ของเลสเบี้ยนแก่นางหนึ่งชื่อ บาบาร่า รับบทโดย จูดี้ เด๊น ซึ่งเป็นคนที่ชอบเขียนอาไรเข้าข้างตัวเอง ฝันลมๆแล้งๆว่าคนที่ตัวชอบอยู่จะมาชอบตัวเองด้วย บาบาร่า เป็นครูสอนประวัตศาสตร์ที่ใกล้เกษียนแล้ว ทั้ง รร ไม่มีใครชอบเลยมั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง ชีบ้า รับบทโดย เคท ครูสวยแต่ไม่สาวเท่าไรก็ได้ย้ายเข้ามาใน รร. นี้ในฐานะครูสอนศิลปะ บาบาร่า คอยจับตามองเทอทุกฝีก้าว ในตอนแรกเทอก็ไม่ค่อยชอบชีบร้า เท่าไรหรอก เพราะเทอเหมือนพวกอ่อนหัด ดูเหมือนรักษาภาพพจน์อันอ่อนโยน แต่ไปๆมาแล้ว บาบาร่าก็แอบชอบชีบ้า หลังจากที่โดนเพื่อนสาว(ที่บาบาร่าคิดว่าเนคู่ของตัวเอง)ที่สนิทกันหนีไป แต่งงาน เทอก็เลยส่งพวงหลีดไปให้ซะเลย ร้ายยจิงๆยัยนี่

ชีบ้าด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองจึงหาเพื่อนครูคบหาด้วยหวังเป็นที่ พึ่งพาก็เลยมาคบกับป้าเนี๋ยแหละ เข้าแผนเลยสิเจ๊ แต่หลังจากนั้นไม่น่าป้าแกก็จับได้ว่าชีบ้าแอบมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับ นักเรียนวัย 15 ของเทอเอง (เพราะมีสามีที่แก่กว่ากันมั่ก แถมดูน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวาและ ลูกเป็นดาวน์) ด้วยความแค้น+ความฉลาด เทอจึงเก็บเรื่องนี้ไว้และยอมเป้นที่ปรึกษาเรื่องนี้กับชีบ้า เพราะเทอถือไพ่เหนือกว่าอยู่ เทอพยายามช่วยชีบ้า เพราะหวังว่าชีบ้าจะได้คอยดูแล รักเทอบ้าง ความสัมพันป้ากับชีบ้าต้องแตกหัก ฟังแล้วจะอึ้ง เพราะ แมวสุดที่รักของสาวทึนทึกบาบาร่าตาย ป้าแกเศร้าจับจิต จึงมาหาชีบ้า ซึ่งกำลังจะไปดูการแสดงครั้งแรกในชีวิตของลูกชายสุดที่รักซึ่งเป็นดาวน์ซิ นโดรม ป้าแกถามชีบ้าว่า จะเลือกใครระหว่างลูกของเทอกับป้าแกที่เพิ่งเสียแมวไป ติ๊กตอกๆๆๆๆๆ ชีบ้าเลือกลูก ป้าแกเลยโกดแค้นขึ้นมา แอบแฉทุกอย่างที่ชีบ้ามีอะไรๆกับนักเรียนหนุ่ม จนดังเป็นพลุแตก แต่ป้าแกก็ยังตี 2 หน้าเป็นช่วยชีบ้าของเราให้ย้ายมาอยู่ในบ้านด้วยกัน เพื่อจะได้ใกล้ชิดมากขึ้น สุดเลวอะ ขอบอก ดูแล้วจะเกลียดดดดป้านี่เหลือเกิน แต่ก็ต้องยกความดีนี้ให้การแสดงของป้าจูดี้แกด้วยอะ แสดงเลวได้ใจไปเลยจิงๆ